หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

คนดี วัดเลาขวัญ

 

page_88 คนดี

ทุกคนอยากเป็นคนดีในสังคมด้วยกันทั้งนั้น แต่การจะเป็นคนดี ไม่ใช่เป็นเพราะมีทรัพย์สมบัติ หรือไม่ใช่เป็นเพราะมียศมีตำแหน่ง หรือไม่ใช่เพราะคำยกย่องจากคนอื่น หรือเป็นเพราะตัวเองคิดเอง แต่การจะเป็นคนดีที่สังคมยอมรับนั้น ต้องดีพร้อมด้วยการทำความดีทางกาย วาจา ใจ

ลองสำรวจว่าตัวเองเป็นคนดีพร้อมแล้วหรือยัง โดยใช้อุปกรณ์ตรวจวัดความดีของพระพุทธเจ้า นั่นคือสัปปุริสธรรม คือ ธรรมะของคนดี มี ๗ อย่างด้วยกัน

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

ความรัก วัดเลาขวัญ

clip_image002[5]ความรัก” เป็นสัญลักษณ์ของความสวยงาม ความอบอุ่น ความสุข ความสดใส ที่ใดมีรักที่นั้นจะมีแต่ความสุข สดใสตลอดไป แต่คนมักตีความหมายของความรักในทางที่ไม่ดี เช่น “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” หรือ “ถ้าคิดจะมีความรัก จงเตรียมรองรับความทุกข์ได้เลย” เป็นต้น

แต่ในความเป็นจริง ความรักนี่แหละคือ ความสุข อยู่ตรงที่ว่าจะรู้จักคุณค่าและบริหารความรักได้ขนาดไหน บางคนอยากมีความรัก พอมีแล้วไม่รู้คุณค่าของมันใช้ความรักในทางที่ไม่ถูกต้อง ความรักก็หายกลายเป็น ความทุกข์

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

คุณค่าของชีวิต วัดเลาขวัญ

clip_image002ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นมา ย่อมก้าวไปสู่ความเสื่อมและดับไปในที่สุด ต่างกันที่ช้าหรือเร็วเท่านั้น ช้าหรือเร็วแต่ละคนไม่อาจกำหนดเองได้ เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าขณะที่มีชีวิตอยู่ทำอะไรให้มีประโยชน์มีคุณค่ากับตัวเองและสังคมบ้าง ท่านเปรียบให้ดูเทียนเป็นตัวอย่าง เทียนเมื่อจุดไฟจะให้แสงสว่าง ในขณะเดียวกันก็เผาผลาญตัวเองให้ค่อยๆ หมดไปก่อนเทียนจะมอดไหม้ดับไป ได้ให้ประโยชน์คือแสงสว่าง

แล้วชีวิตเราล่ะ ก่อนจะลาลับจากโลกนี้ไป ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมบ้าง ทำประโยชน์ต่อตัวเองก็คือ ทำบุญทำกุศลให้มากๆ ทำประโยชน์ต่อสังคมคือ การไม่ทำความเดือดร้อนให้สังคม ดังคำประพันธ์ว่า...

“เปลวเทียนละลายแท่ง เพื่อเปล่งแสงอันอำไพ ชีวิตมลายไป เหลืออะไรไว้ทดแทน”

ทุกคนมีเวลาที่จะมีชีวิตอยู่เพียงจำกัด โปรดใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดเถิด

นำมาจากหนังสือเรื่อง อาหารใจยามเช้า โดย มหาวีโร ภิกขุกาญจน์

ละครชีวิต วัดเลาขวัญ

ละครชีวิต


 

clip_image002ทุกชีวิตที่เกิดมาเหมือนกับละครเรื่องหนึ่ง แต่เป็นละครแห่งชีวิตที่ต้องแสดงจริง รับบทจริง เมื่อเกิดมาอยู่บนโลกใบนี้แล้วถูกสวมบทบาทให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นสามี เป็นภรรยา และเป็นอะไรอีกมากมาย ทุกคนได้แสดงบทบาทนั้นๆ ของตนเองในฐานนักแสดงนำ ต่างร่ายรำตามบทบาทของตนจนกระทั่งสิ้นลมหายใจ นั่นหมายถึงละครแห่งชีวิตจบลง เป็นการอวสานบทบาทต่างๆ ไปชั่วนิรันดร์ ไม่ได้กลับมาแสดงบทบาทให้ได้เห็นอีกแล้ว ดังที่หลวงตาแพรเยื่อไม้ได้ประพันธ์ไว้ว่า...

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

คำสอนฮวงโป บันทึกชึนเชา ๑๑-๑๕

แท็กของ Technorati: {กลุ่มแท็ก}

๑๑. ตัวตน

นักศึกษา ทาง ทางโน้น ควรจะแน่แก่ใจว่า ธาตุทั้งสี่ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดมี “ตัวตน” ขึ้นมาได้และ “ตัวตน” ก็มิใช่เป็นความมีอยู่จริง และเพราะว่ามันว่างจากข้อเท็จจริงอันนี้เองทำให้ลงสันนิษฐานได้ว่า ร่างกายนั้น ไม่ใช่ทั้ง “ตัวตน” ไม่ใช่ทั้งความมีอยู่จริง

ยิ่งไปกว่านั้นอีก ส่วนประกอบ ๕ ส่วน ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็น จิต (ตามที่รู้กันอยู่ทั่วไป) ก็ไม่ก่อให้เกิด “ตัวตน” หรือความมีอยู่จริงขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น จึงสันนิษฐานลงไปได้ว่า จิต (ซึ่งเรียกกันว่าตัวตน) นั้น ไม่ได้เป็นทั้ง “ตัวตน” หรือทั้งความมีอยู่จริง

อวัยวะ แห่งอายตนะทั้งหก (รวมสมองอยู่ด้วย) พร้อมทั้งสัญญา ๖ อย่าง และอารมณ์ ๖ ชนิด ของสัญญานั้น ซึ่งได้ก่อให้เกิดโลกทางอายตนะขึ้นมานี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการทำความ เข้าใจในทำนองเดียวกันกับที่กล่าวนั้น

สิ่ง ทั้ง ๑๘ สิ่ง ซึ่งเนื่องด้วยอายตนะดังที่กล่าวแล้วนั้นจะโดยแยกกันหรือรวมกันก็ตาม ย่อมเป็นของว่าง มันมีอยู่แต่ จิต-ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกจำกัดในทุกทิศทุกทาง และประกอบด้วยความไม่มีอะไรเจือปนอย่างเด็ดขาด

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บันทึกวานลิง ๑-๓ (คำสอนฮวงโป) วัดเลาขวัญ

เสียงอ่านหนังสือ"คำสอนของฮวงโป" จากการแปลและเรียบเรียงโดย ท่านพระพุทธทาสภิกขุ (พุทธทาส อินทปัญโญ) - สวนโมขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

ถาม   ในบรรดาคนที่ชุมนุมกันอยู่ประมาณ ๔-๕ ร้อยคนบนภูเขานี้ มีสักกี่คน ที่ได้เข้าใจในคำสอนของท่านอาจารย์ อย่างเต็มที่ ?

ตอบ   จำนวนที่ว่านั้นไม่อาจจะทราบได้ ทำไม ? เพราะว่า ทาง ของอาตมา เป็นไปในทางการปลุก จิต ให้ตื่นออกมา มันจะถูกถ่ายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไรกัน ? คำพูดจะมีผลได้บ้าก็ต่อเมื่อพูดใส่หูเด็ก ๆ ที่ยังไม่เคยได้รับคำสั่งสอนอะไรมาก่อนเท่านั้น

 

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สมาธิ รักษามะเร็ง

สมาธิ

ทุกข์ (Dukkha) เป็นศัพท์ช่างไม้อินเดียโบราณ หมายถึงความไม่พอดีของดุม ล้อเกวียน เมื่อไม่พอดีก็เกิดทุกข์สภาวะ คนต้องมีปัญญาเพื่อแก้สภาวะทุกข์ที่เกิดขึ้นในขั้นต้นการฝึกสติจะเป็นกุญแจ ดอกสำคัญของการเข้าไปจัดการปัญหาสุขภาพ อันเนื่องมาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือหากมีปัญหาสุขภาพอะไร ก็ลองออกแบบเพื่อใช้อริยสัจ 4 ในการแก้ปัญหาสุขภาพของตัวเองดู

สำหรับแนวคิดการทำสมาธิง่ายๆ เพื่อ To Deal with Dukkha แบบนี้ คนไม่เป็นโรคก็ประยุกต์ใช้ได้เหมือนกัน  การทำสมาธิถือได้ว่าเป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด สมาธิทำให้จิตใจสงบนิ่ง แต่มีสติ หยุดความคิดที่ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล หรืออารมณ์ด้านลบทั้งหลาย เมื่อเราทำสมาธิจะรู้สึกสบายขึ้นเพราะจะมี Hormoneชื่อ Endorphins หลั่งออกมาในขณะที่จิตใจสงบนิ่ง

ฝึกสมาธิ

หากกล่าวถึงการใช้ สมาธิ รักษาโรคว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ของชาวพุทธ ในทางการแพทย์ปัจจุบันถือว่าช่วยลดความวิตกกังวล ลดความดันโลหิต และเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ เซลล์ที่ทำหน้าที่ต่อสู้มะเร็ง แข็งแรงขึ้น รวมทั้งหากทำเป็นประจำจะช่วยลดอาการอัลไซเมอร์ หลักการของ สมาธิ รักษาโรคคือการทำ สมาธิ ที่มีปัญญากำกับ ที่สำคัญคือมุมมองของผู้ป่วย การมองโลกต้องเห็นชีวิตเป็นสิ่งสวยงาม เห็นทุกข์เป็นสิ่ง ท้าทาย และต้องมีความหวังว่าจะเอาชนะทุกข์ได้เสมอ  สมาธิ บำบัดต้องทำทุกวัน อย่างน้อย วันละไม่ต่ำกว่า 15 นาที หรืออาจปรับเป็นวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 7 นาทีก็ได้ พลังทางจิตที่เกิดขึ้นได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วด้วยผลวิจัยจาก นานาชาติ ที่สำคัญคือกัลยาณมิตร ผู้ดูแล ญาติ เพื่อน ต้องให้กำลังใจผู้ป่วยทางบวกเสมอ

ผู้เขียนหนังสือในโครงการดั๊บเบิ้ลเอสื่อสร้างปัญญา สมาธิ บำบัดกำจัดได้ทุกโรค กล่าวว่า กาย-ใจมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ความเครียดทางใจส่งผลถึงระบบการทำงานของร่างกายได้ ความเครียดทำให้ภูมิคุ้มกันลด และเพิ่มอัตราการกลับเป็นมะเร็งซ้ำ ปัจจุบันมีการนำสมาธิรูปแบบต่างๆ ไปใช้ในเวชปฏิบัติของโรคทางจิตเวชและโรคทางกายหลายโรค โดยเฉพาะ มะเร็ง วิธี รักษามะเร็ง -ดีที่สุด คือการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกไปทั้งหมด แต่บางครั้งต้องใช้วิธีผสมผสาน เช่น ฉายแสง ผ่าตัด และให้คีโม

ล่าสุดมีงานวิจัยระบุว่า การฝึก สมาธิ และการสะกดจิต ช่วยให้ผู้ป่วย มะเร็ง ดีขึ้น Cognitive-Behaveioral Therapy หรือการฝึกอบรมจิตบำบัดด้วยการปรับกระบวนการคิดและพฤติกรรมทางปัญญา พบว่าสามารถลดอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วย มะเร็ง ได้

ปัจจุบันมีการใช้การแพทย์ทางเลือกบางอย่างเพื่อลดการใช้ยาของผู้ป่วย มะเร็ง เช่น การบริหารร่างกาย การนวด การใช้กลิ่นบำบัด การทำสมาธิ การทำโยคะ และการอธิษฐานจิต หรือการตั้งใจมั่นว่าจะทำ อะไร และพยายามทำให้สำเร็จ

นพ.ชูฤทธิ์ กล่าวว่า ในงานวิจัยยังระบุถึงผู้ป่วย มะเร็ง เต้านมและต่อมลูกหมากที่รักษาตัวที่บ้าน 1 ปีควบคู่กับฝึกสมาธิ พบว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้น ภูมิคุ้มกันดีขึ้น ความเครียดลด ความหงุดหงิดลด แถมความดันโลหิตลดลงอีกต่างหาก

นั่งสมาธิ

สมาธิ เลือกได้ (ในแบบของคุณ)

การฝึก สมาธิ มีหลักง่ายๆ คล้ายๆ การฝึกลิง…คือต้องหาอะไรให้ลิง…เอ๊ย…จิตไปเกาะจับไว้ เรียกว่า อารมณ์สำหรับให้จิตจับ เปรียบได้กับหลักที่ใช้ผูกลิง ส่วนเชือกที่ล่ามลิงคือสติ เสมือนการล่ามจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านไปเรื่องนั้นเรื่องนี้จนกู่ไม่กลับ ผู้ฝึกพึงยึดเอาตามจริตของตัวแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ

สายบริกรรมพุทโธ  รู้รูปนามของหลวงพ่อชา สุภัทโทหรือของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จะใช้คำบริกรรมพุทโธเป็นหลักในการทำสมาธิ สอนให้มีสติตามนรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าบริกรรม “พุท” หายใจออกบริกรรม “โธ” หรือเวลาเดินก็กำหนดก้าวซ้าย-พุท ก้าวขวา-โธ เมื่อจิตสงบแล้วจึงใช้จิตพิจารณาความเป็นจริงของธรรมชาติไปตามลำดับ จนเห็นไตรลักษณ์คือเกิดขึ้น-ตั้งอยู่ชั่วขณะ-  แล้วดับไป เกิดเป็นการปล่อยวางภายใน

สายอาณาปานสติ ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ซึ่งปฏิบัติตามหลักที่ท่านพุทธทาสภิกขุแนะนำไว้

การเคลื่อนไหวกำหนดจังหวะ ของหลวงพ่อเทียน จิตตฺสโภ ซึ่งใช้การเคลื่อนไหวร่างกายแล้วให้มีสติตามการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความรู้สึกตัว

ยุบหนอ พองหนอ  ของวัดมหาธาตุ เป็นการสร้างสติโดยใช้คำบริกรรม ยุบหนอ พองหนอ คอยกำกับจังหวัดการเคลื่อนไหวของผนังหน้าท้อง ตลอดไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตคือเวทนา จิตและธรรม

สมาธิรักษามะเร็ง

ดังนั้น  การฝึก สมาธิ ประจำ แก้ได้หลายโรค หากฝึกสมาธิเป็นประจำ จิตใจก็เบิกบาน สมองแจ่มใส จิตใจเข้มแข็ง อารมณ์เย็น พร้อมตลอดเวลาไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรมากระทบ สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยความมั่นใจในตัวเอง เมื่อมีสมาธิที่เข้มแข็ง

ปัจจุบันมีการวิจัยและค้นพบข้อดีของการทำ สมาธิ  เช่น ทำให้คลื่นสมองสงบ กล้ามเนื้อผ่อนคลายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ระดับฮอร์โมนที่ถูกระตุ้นจากความเครียดลดลง แก้ปัญหานอนไม่หลับ และ ช่วยให้ผู้ที่ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ใช้ยาแก้ปวดลดลง ช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคเอดส์ มีอาการทุกข์ทรมานลดน้อยลงกว่าการรักษาเฉพาะทางทางยา ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน ความถี่หรือความรุนแรงของอาการจะลดลง และยังพบอีกว่าในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในศาสนาจะหายเร็ว กว่า ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย จะมีอัตราการตายมากกว่าผู้นับถือศาสนาถึง 3 เท่า

ฉะนั้นถ้าอยากมีสุขภาพดี ไม่แก่ง่าย ตายเร็ว ก็ต้องเริ่มการฝึกทำ สมาธิ และต้องเริ่มทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย อย่าได้ผัดผ่อนเด็ดขาด

อ . ตั้ม  ศรีนเรศพยากรณ์

ขอบคุณภาพจาก dhamma-telltoday.blogspot,siamca
ขอบคุณภาพจาก variety.teenee,aragonblog
ขอบคุณข้อมูลจาก mthai.com

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรรม วัดเลาขวัญ

กรรม                    

กรรมฐาน ๔๐

กรรมฐานยุคใหม่

กรรมทีปนี (กรรม ๑๒ อย่าง)

กราบหมอนก่อนนอน

กสิณ ๑๐

กองทัพทั้งสิบของมาร

กายคตาสติสูตร

กายหายไข้ ใจหายทุกข์

การเข้าถึงพระรัตนตรัย

การเจริญสติ

การตามรู้จิต ตามรู้ความคิด

การทำความรู้สึกตัว

การทำจิตให้สงบ

การปฏิบัติคือบทพิสูจน์

การประเมินตนเอง

การปล่อยวาง

การฝึกใจ

การฝึกบริหารร่างกายแบบวัดเส้าหลิน

การฝึกหัดกรรมฐาน

การภาวนาตามแบบพุทธะ

การรักษาศีล

การล่วงเกินผู้ทรงธรรม

การศึกษาเริ่มต้นเมื่อคนกินอยู่เป็น

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดยท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี

กรรมพาใหเกิด (ชนกกรรม) กรรมสนับสนุนหรือกรรมอุปถัมภ (อุปตถัมภกรรม) กรรมเบียดเบียน (อุปปฬกกรรม) กรรมตัดรอน (อุปฆาตกกรรมหรืออุปเฉทกกรรม) กรรมหนัก (ครุกกรรม) กรรมใกลตาย (อาสันนกรรม) กรรมที่ทำเป็นประจำ (อาจิณณกรรม) กรรมที่สักแตว่าทำหรือกรรมไมเจตนา (กตัตตากรรม) กรรมทันตาเห็นหรือกรรมที่ใหผลชาตินี้ (ทิฐธรรมเวทนียกรรม) กรรมที่ใหผลชาติหน้า (อุปปชชเวทนียกรรม) กรรมที่ใหผลชาติทั้ง 3 เป็นต้นไป (อปราปริยเวทนียกรรม) กรรมที่ตามไม่ทัน (อโหสิกรรม)

ดาวโหลด กรรมทีปนี วัดเลาขวัญ ไปอ่านกดที่นี่

กรรมฐาน ๔๐

กรรมฐาน-40

มีวิศวกรอยู่คณะหนึ่งไดยินกิตติศัพทของพระรูปหนึ่ง ปฏิบัติธรรมอยู่ในปา ไดรับการยกย่องว่าเป็นผู้มีสติปัญญามาก จึงอยากจะไปพิสูจนดูว่า ปัญญาของพระองคนั้นเป็นอยางไรถึงมีคนยกยองกันนักหนา เมื่อไดไปกราบท่านและพอมีโอกาส ก็ถามปัญหาเพื่อทดสอบปญญาของทาน วา หลวงพ่อครับ เรือบินมันบินไดอย่างไร หลวงพ่อท่านก็ตอบกลับทันควันว่า จิต พวกวิศวกร ถึงกับอึ้งไปขณะหนึ่ง แตหลังจากไดพิจารณาแล้ว ก็ยอมรับในปัญญาของหลวงพ่อ ว่าเป็น ปัญญาที่แทจริง เพราะถาไมมีจิตแลว สิ่งตางๆ ก็ไมสามารถเคลื่อนไหวได แมแตรางกายของเรา เอง ก็ยังตองมีจิตเปนผูสั่งการถึงจะเคลื่อนไหวได้

โหลดกรรมฐาน ๔๐ วัดเลาขวัญ ไปอ่านทั้งหมด

วัดเลาขวัญ วัดทุ่งกระบ่ำ

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรรมทีปนี (กรรม ๑๒ อย่าง) วัดเลาขวัญ วัดทุ่งกระบ่ำ

hand1

กรรมพาใหเกิด (ชนกกรรม) กรรมสนับสนุนหรือกรรมอุปถัมภ (อุปตถัมภกรรม) กรรมเบียดเบียน (อุปปฬกกรรม) กรรมตัดรอน (อุปฆาตกกรรมหรืออุปเฉทกกรรม) กรรมหนัก (ครุกกรรม) กรรมใกลตาย (อาสันนกรรม) กรรมท่ทำเปนประจำ (อาจิณณกรรม) กรรมท่สักแต่วาทำหรือกรรมไมเจตนา (กตัตตากรรม) กรรมทันตาเห็นหรือกรรมท่ใหผลชาตินี้ (ทิฐธรรมเวทนียกรรม) กรรมที่ใหผลชาติหนา (อุปปชชเวทนียกรรม) กรรมที่ใหผลชาติทั่ง 3 เปนตนไป (อปราปริยเวทนียกรรม) กรรมที่ตามไมทัน (อโหสิกรรม)

ดาวโหลดไปอ่านทั้งหมดที่นี่ วัดเลาขวัญ

กรรมฐาน ๔๐ วัดเลาขวัญ วัดทุ่งกระบ่ำ

Yuna Shiina มีวิศวกรอยูคณะหนึ่งไดยินกิตติศัพทของพระรูปหนึ่ง ปฏิบัติธรรมอยูในปา ไดรับการยก ยองวาเปนผูมีสติปญญามาก จึงอยากจะไปพิสูจนดูวา ปญญาของพระองคนั้นเปนอยางไร ถึงมีคน ยกยองกันนักหนา เมื่อไดไปกราบทานและพอมีโอกาส ก็ถามปญหาเพื่อทดสอบปญญาของทาน วา หลวงพอครับ เรือบินมันบินไดอยางไร หลวงพอทานก็ตอบกลับทันควันวา จิต พวกวิศวกร ถึงกับอึ้งไปขณะหนึ่ง แตหลังจากไดพิจารณาแลว ก็ยอมรับในปญญาของหลวงพอ วาเปน ปญญาที่แทจริง เพราะถาไมมีจิตแลว สิ่งตางๆ ก็ไมสามารถเคลื่อนไหวได แมแตรางกายของเรา เอง ก็ยังตองมีจิตเปนผูสั่งการถึงจะเคลื่อนไหวได้

โหลดไฟล์ไปอ่านทั้งหมดที่นี่ วัดเลาขวัญ

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มงคลสูตร ๓๘ ประการ วัดเลาขวัญ

 

mongkol

มงคลสูตร คือเหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ นำมาจากบทมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมี "มงคลชีวิต" ซึ่งมี ๓๘ ประการได้แก่

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง

ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง

๑.ขันติ แปลว่า ความอดทน คือ อดกลั้น ความมีใจหนักแน่นเพื่อที่จะให้บรรลุผลหรือเป้าหมายที่วางไว้ หรือเพื่อสร้างและรักษาความดีไว้ จำแนกเป็น ๔ ประเภท คือ

- ทนต่อความลำบากตรากตรำ คือ อดทนต่อความหนาว ร้อน หิว กระหาย ความเหน็ดเหนื่อยย่อท้อ เพื่อให้การงาน การศึกษา การประกอบอาชีพและอื่นๆ สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

- ทนต่อทุกขเวทนา คือ อดทนต่อความเจ็บปวดที่เกิดจากบาดแผล หรือโรคภัยไข้เจ็บ ไม่แสดงอาการเจ็บปวดทุรนทุรายจนเกินเหตุ

- ทนต่อความเจ็บใจ ทนต่อคำด่า คำเสียดสี หรือสาปแช่งของผู้อื่น ตลอดถึงอารมณ์ที่สร้างความขัดเคืองใจต่างๆ

- ทนต่ออำนาจกิเลส ทนต่ออารมณ์ที่ยั่วยุให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันจะนำไปสู่การกระทำที่ผิดศีลธรรม และไม่ให้เข้าถึงความเป็นจริง

ความอดทน ๒ ข้อแรก จัดเป็นความอดทนทางกาย และไม่จัดเป็นขันติอย่างแท้จริง ส่วนความอดทนต่อความเจ็บใจและต่ออำนาจกิเลส จัดเป็นความอดทนทางใจ และจัดเป็นขันติแท้

๒. โสรัจจะ แปลว่า ความเสงี่ยม คือ ความรักษาความสง่างามภายนอกไว้ได้ ไม่แสดงอาการผิดปกติออกมาภายนอก คือทางสีหน้า หรือแววตา เพราะบางครั้งถึงแม้เราใช้ขันติอดกลั้นไว้ได้แต่ใจใจยังโกรธยังมีความน้อยเนื้อต่ำใจ ทำให้แสดงกิริยาท่าทางที่ไม่ดีออกมา เช่น มีคนมาพูดให้เราเจ็บใจ แม้เราจะอดกลั้นไม่โต้ตอบ แต่ความโกรธย่อมประทุขึ้นภายในใจ ทำให้ร้อนรุ่มเดือดดาล อาจแสดงอาการฮึดฮัดออกมาภายนอก โสรัจจะนี้แหละจะทำหน้าที่ข่มความเดือดดาลทำให้ใจเย็นลง เมื่อใจเย็นลง การแสดงออกทางกายวาจาก็เป็นปกติ ยิ้มแย้มแจ่มใสได้

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ธรรมเป็นโลกบาล หรือ ธรรมคุ้มครองโลก 2 อย่าง

ธรรมเป็นโลกบาล หรือ ธรรมคุ้มครองโลก 2 อย่าง

๑.หิริ แปลว่า ความละอายนั้นมีหลายอย่าง แต่ความอายที่ท่านจัดเป็นหิริ คือ ความละอายต่อบาป ละอายต่อการทำชั่วละอายใจที่จะทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่งขัดกับหลักศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง ทั้งในที่ลับหรือที่แจ้ง เปรียบเหมือนบุคคลเห็นอุจจาระอยู่กลางถนน เกิดความรังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้

๒.โอตตัปปะ แปลว่า ความเกรงกลัวต่อบาป เกรงกลัวต่อผลกรรมที่จะได้รับ เช่นกลัวจะถูกจับ กลัวจะถูกจองจำ กลัวจะตกนรก เป็นต้น แล้วไม่กล้าทำความชั่ว แม้เล็กๆ น้อยๆ เปรียบเหมือนบุคคลเห็นอสรพิษขวางทางเกิดความกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้

ธรรมที่มีอุปการะมาก ๒ อย่าง

ธรรมที่มีอุปการะมาก ๒ อย่าง

๑.สติ หมายถึง ๒ ลักษณะ คือ พูด คิด ความฉุกคิดที่เกิดขึ้นก่อนจะทำ พูดคิด อาจจะเป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เช่น ฉุกคิดขึ้นได้ว่าเคยพูดอะไรไว้ ฉุกคิดได้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไร ฉุกคิดได้ว่าพรุ่งนี้จะทำสิ่งใด เป็นต้น

๒.สัมปชัญญะ ในหนังสือนวโกวาทท่านให้ความหมายว่า ความรู้ตัว หมายถึง ความรู้ตัวว่ากำลังทำ พูด คิด สิ่งใดอยู่ แต่โดยศัพท์แล้ว สัมปชัญญะ ศัพท์นี้แปลว่า ความรู้ทั่วพร้อม,ความรู้ทั่วดี ซึ่งหมายถึง ความรู้ชัด,ความเข้าใจชัดตามเป็นจริง คือรู้ชัดเข้าใจชัดในสิ่งที่สติระลึกขึ้นว่าสิ่งนั้นถูกต้องหรือไม่ ผิดหรือถูกอย่างไร สมควรหรือไม่สมควร มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เป็นสมมติสัจจะหรือปรมัตถสัจจะ ความโดยตรง สัมปชัญญะก็คือตัวปัญญาที่คอยตรวจสอบสิ่งที่สติระลึกขึ้นมานั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

หนี้ชีวิต

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ซึ่ง ท.เลียงพิบูลย์ ได้เคยรวบรวมเอาไว้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนสงครามโลกครั้ง

ที่ ๒ ไม่นานนักเป็นเรื่องราวของผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง ชื่อ "กำ นันแต้ม" แต่เดิมกำ นันแต้มเป็นคนที่ฉลาด

แกมโกง หากินกับการรับจำ นองที่ที่มีคนเอาไปจำ นอง เนื่องจากเดือดร้อนเรื่องการเงิน และในไม่ช้าที่ทาง

เหล่านั้นก็จะตกไปเป็นของเขาหมด และเขาก็จะจัดการขับไล่เจ้าของเดิมออกไปโดยไม่มีความเห็นใจใดๆ

ทั้งสิ้น ถ้าใครถูกไล่แล้วไม่ไปก็จะถูกอิทธิพลมืดคุกคาม จนเป็นที่หวาดเกรงของคนในย่านนั้น วันหนึ่ง

กำ นันแต้มได้โดยสารเรือเมล์จะกลับบ้าน

กรรมของคนอกตัญญู

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เขตอำ เภอป้อมปราบ ในตระกูลพ่อค้าที่มีความมั่งมี มีพ่อ แม่ และลูกชายคนหนึ่ง

จากการที่ตามใจลูกมาตั้งแต่เด็กจนเป็นหนุ่ม ลักษณะและอุปนิสัยของลูกชายนั้น นิสัยขี้โมโห โกรธง่าย

เพราะถูกพ่อแม่เลี้ยงมาแบบเอาใจมาก เลยทำ ให้นิสัยเสียจึงเป็นคนแข็งกร้าว ชอบเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่

พอพ่อแม่อายุย่างเข้า ๖๐ ปี ก็ได้มอบทรัพย์สมบัติ และกิจการต่างๆ ให้เป็นของลูกโดยให้ลูกเป็นผู้ดูแลทั้งสิ้น

เมื่อได้รับมรดกดังกล่าวแล้ว ลูกชายคนนี้ก็ยิ่งมีความหยิ่งจองหองและปากเปราะมาก บางครั้งแม่ของตัวเอง

จะทานข้าว จะไปธุระ หรือจะไปนอน ตัวเองซึ่งเป็นลูกชาย ไม่เคยที่จะมาดูแลทุกข์สุขแต่อย่างใด

หลักกรรมสำหรับคนสมัยใหม่

การบรรยายในวันนี้ ท่านกำหนดให้พูดเรื่องกรรม เรื่องกรรม เป็นหลักธรรมที่สำคัญมากในพระ

พุทธศาสนานอกจากสำคัญแล้ว ก็เป็นหัวข้อ ที่มีคนมักมีความสงสัยเข้าใจกันไม่ชัดเจนในหลายแง่ หลาย

อย่าง บางครั้ง ก็ ทำ ให้นักเผยแผ่พระพุทธศาสนาประสบความยากลำ บากในการที่จะชี้แจง อธิบาย หรือ

ตอบปัญหา ไขข้อสงสัย แนวการอธิบาย เรื่องกรรมการ อธิบายเรื่องกรรมนั้น

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กรรมของคนอกตัญญู


โดย หลานสมเด็จ
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เขตอำ เภอป้อมปราบ ในตระกูลพ่อค้าที่มีความมั่งมี มีพ่อ แม่ และลูกชายคนหนึ่ง
จากการที่ตามใจลูกมาตั้งแต่เด็กจนเป็นหนุ่ม ลักษณะและอุปนิสัยของลูกชายนั้น นิสัยขี้โมโห โกรธง่าย
เพราะถูกพ่อแม่เลี้ยงมาแบบเอาใจมาก เลยทำ ให้นิสัยเสียจึงเป็นคนแข็งกร้าว ชอบเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่
พอพ่อแม่อายุย่างเข้า ๖๐ ปี ก็ได้มอบทรัพย์สมบัติ และกิจการต่างๆ ให้เป็นของลูกโดยให้ลูกเป็นผู้ดูแลทั้งสิ้น
เมื่อได้รับมรดกดังกล่าวแล้ว ลูกชายคนนี้ก็ยิ่งมีความหยิ่งจองหองและปากเปราะมาก บางครั้งแม่ของตัวเอง
จะทานข้าว จะไปธุระ หรือจะไปนอน ตัวเองซึ่งเป็นลูกชาย ไม่เคยที่จะมาดูแลทุกข์สุขแต่อย่างใด
บางครั้งแม่จะขอเงินบางส่วนไปทำ บุญ ปล่อยนก ปล่อยสัตว์ ลูกชายก็ตะคอกใส่ โดยไม่คำ นึงว่าผู้
นั้นเป็นผู้บังเกิดเกล้าของเขาโดยไม่กลัวบาป และบางครั้งแม่พูดผิด หรือทำ ของหกหล่นเป็นที่ไม่พอใจลูกก็
ด่าว่าโดยไม่มีการให้อภัย เป็นเรื่องที่บาปมากที่สุด จนบ้านใกล้เรือนเคียงรู้สึกมีความหดหู่ใจต่อบุตรชายที่
เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ ครั้นต่อมาเมื่อแม่ของตัวเองได้สิ้นบุญลงกิจการต่างๆ ก็เริ่มทรุดลงตาม สำ หรับตัวเองก็
เสเพลดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง แล้วก็เล่นการพนันเพียงไม่เกิน ๕ ปี กิจการต่างๆ ก็ล้มละลาย และภายในครอบ
ครัวก็มีเรื่องแตกแยกกัน สภาพการเงินก็เลวลงกว่าที่เป็นอยู่ จนตัวเองคิดมากและสุขภาพไม่แข็งแรงป่วยเป็น
สารพัดโรค ทำ ให้ตนเองจากที่เคยขี่รถเบ็นซ์ ก็กลายเป็นต้องมาขี่จักรยาน ๒ ล้อแทน และไปทำ งานบริษัท
ในหน้าที่เด็กเดินหนังสือไม่ถึง ๒ เดือน ก็ถูกไล่ออก เพราะนิสัยเดิม ที่เป็นคนมุทะลุ โกรธง่ายจองหองจึง
เป็นเหตุให้ทำ งานไม่ได้ ผลสุดท้ายต้องไปนั่งขอทานตามสะพาน ตามศาลเจ้าต่างๆ
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า ผู้บังเกิดเกล้าเป็นสิ่งที่เราต้องยกย่องนับถือ และเทอดทูนเหนือสิ่งอื่น
ใด และต้องไม่เนรคุณลบหลู่ต่อท่านอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้วกรรมจะตามสนองเหมือนอย่างนี้ และฟ้าดิน
จะต้องลงโทษอย่างหนัก